การท่องเที่ยวของเมืองไอดาโฮเป็นแหล่งเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

มลรัฐไอดาโฮมีเมืองหลวงของรัฐคือเมือง Boise ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นที่ตั้งของบริษัทใหญ่หลายบริษัท เช่น Micron Technology Inc และ Hewlett-Packard เป็นต้น เมืองใหญ่รองลงมา ได้แก่ Idaho Falls ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ Idaho National Laboratory เมือง Nampa เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย Northwest Nazarene University เมือง Pocatello เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย Idaho State University และเมือง Meridian ซึ่งเป็นเมืองที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในไอดาโฮ เมืองสำคัญอื่นๆ เช่น เมือง Lewiston ซึ่งเป็นเมืองท่าหลักในการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกทางทะเล นอกจากนี้ยังมี เมืองท่องเที่ยวสำคัญเช่น Coeur d’Alene เป็น Hub ท่องเที่ยวของไอดาโฮ เมือง Sun Valley เป็นเมืองที่มีการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีและมีการแข่งขันสกีระดับโลก เมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเล่นสกีอื่นๆ เช่น Sandpoint ที่บริเวณ Schweitzer Mountain Ski Resort และ Lake Pend Oreille เมือง Kellogg ที่ Silver Mountain Ski Resort เมือง Driggsที่ Grand Targhee เมือง Island Park ซึ่งเป็นแหล่ง snowmobiling และสถานที่จับปลาสำคัญ

มูลค่าการใช้จ่ายในธุรกิจท่องเที่ยวที่ไอดาโฮแต่ละปีสูงถึง 3 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่ใหญ่และสำคัญเป็นอันดับ 3 ของรัฐและมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2008 มูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในประเทศที่เดินทางมายังไอดาโฮสูงถึง 2.7 พันล้านเหรียญฯและเมื่อรวมมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วจึงมีมูลค่ามากกว่า 3 พันล้านเหรียญฯ

มูลค่าจากการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในส่วนของร้านอาหารประมาณ 654 ล้านเหรียญฯ (24.2%) ร้านค้าปลีก 674 ล้านเหรียญฯ (25%) ที่พักอาศัย 502 ล้านเหรียญฯ (19%) การเดินทาง/ขนส่ง 440 ล้านเหรียญฯ (16.3%) นันทนาการและสันทนาการ 355 ล้านเหรียญฯ (13.1%) และรายได้ของรัฐส่วนหนึ่งมาจากการเก็บภาษีห้องพัก 2% ไม่ว่าจะเป็นที่พักแบบใดก็ตาม สถิติในปี 2008 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าออกเกือบ 32 ล้านครั้ง โดยเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวเฉพาะช่วงกลางวันประมาณ 57% และพักค้างคืน 43% ซึ่งกลุ่มที่พักค้างคืนนั้นมาเพื่อการพักผ่อนประมาณ 84% ที่เหลือมาเพื่อธุรกิจ

 

อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนในรัฐไอดาโฮ

อุทยานแห่งชาติตั้งอยู่ในเขตติดต่อสามรัฐได้แก่ ไวโอมิง มอนแทนา และ ไอดาโฮ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐไวโอมิง เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ตั้งอยู่บนที่ราบสูงเยลโลว์สโตน (Yellowstone Plateau) อยู่ในระดับความสูง 8,000 ฟุต (2,400 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเล อีกทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานยังถูกล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาร็อคกี้ (Rocky Mountains) โดยจุดที่สูงที่สุดของอุทยานคือ อีเกิ้ล พีค (Eagle Peak ) คือ มีความสูงประมาณ 11,358 ฟุต หรือ 3,462 เมตร และจุดต่ำสุด คือ รีส ครีค (Reese Creek ) ซึ่งมีความสูงประมาณ 5,282 ฟุต หรือ1,610 เมตร

อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน เป็นอุทยานแห่งชาติที่นับว่ามีความหลายหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศเขตร้อนที่สมบูรณ์และที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากว่าพื้นส่วนใหญ่ของอุทยานนั้นประกอบไปด้วยที่ราบสูงและภูเขาสูงมีหน้าผาชัน และมีทะเลสาบเยลโลวสโตน์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ใหญ่และสูงสูงที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ

นอกจากนี้แล้ว อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีบ่อน้ำพุร้อน ที่มีมากกว่า 10,000 แห่ง และ 250 แห่งเป็นบ่อน้ำพุร้อน(เป็นแมกมาใต้ดินที่พุ่งออกมา) และน้ำพุร้อนที่สำคัญคือ น้ำพุร้อนโอลด์ เฟธฟุล มีน้ำพุงออกมาทุกๆ 33 และ 93 นาที โดยไม่เปลี่ยนแปลงเลยในรอบ 100 ปี อีกทั้งยังมีน้ำตกกว่า 300 แห่งและสามารถค้นพบได้อีกมากมาย

สำหรับการท่องเที่ยวในเขต “อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน”นั้น สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆที่อยากแนะนำให้คุณไปชมเป็นที่แรก คือ แกรนด์ แคนยอน แห่งเยลโลว์สโตน (Grand Canyon of the Yellowstone) เป็นแคนยอนที่เกิดจากแม่น้ำเยลโลว์สโตน (Yellowstone River) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากน้ำตกเยลโลว์สโตน (Yellowstone Falls)

เหล่าบ่อน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน นั่นคือ โอลด์ เฟธฟูล เกย์เซอร์ (Old Faithful Geyser) ซึ่งประกอบไปด้วยบ่อน้ำพุร้อนเป็นจำนวนมาก ตื่นตาไปกับสายน้ำพุร้อนที่พุ่งสูงกว่า 100 ฟุต บางครั้งถึง 200 ฟุต ในแต่ละครั้งที่ระเบิดออกมาระยะเวลาห่างของการระเบิดพวยพุ่งของน้ำพุจะห่างกันตั้งแต่ 40 ถึง 120 นาที แต่โดยเฉลี่ยแล้วคือประมาณ 70 นาที

แมมมอธ ฮอตสปริง (Mammoth Hot Springs) บ่อน้ำพุร้อนอันสุดแสนสลับซับซ้อนที่ตั้งอยู่บนเนินเขา เป็นบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีมานานนับพันปี ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้ชื่นชมในทัศนียภาพอันแปลกตาของแมมอธ ฮอตสปริง โดยเฉพาะภาพของต้นไม้ที่ตายยืนต้นตามชั้นหินที่เกิดจากการสะสมของแคลเซียมคาร์บอเนตแบบเข้มข้น ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพอันงดงามมากแห่งหนึ่งในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน

แหล่งท่องเที่ยวมลรัฐไอดาโฮของสหรัฐอเมริกาและความสำคัญของเมือง

8

มลรัฐไอดาโฮถูกตั้งเป็นรัฐที่ 43 ของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1890 ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐ พื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 14 ของประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา และเทือกเขาหิน ถูกล้อมด้วยรัฐต่างๆ 6 รัฐได้แก่ รัฐวอชิงตัน รัฐโอเรกอน รัฐเนวาดา รัฐยูทาห์ รัฐมนทานาและรัฐไวยมมิ่ง และมีพื้นที่ทางเหนือบางส่วน ติดกับชายแดนประเทศแคนาดา ที่เมือง British Columbia มีแม่น้ำสำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำ Snake River แม่น้ำ the Clark Fork หรือ Pend Oreille River แม่น้ำ Clearwater River แม่น้ำ Salmon River และแม่น้ำสายเล็กๆ อื่นๆ ไอดาโฮมีพอร์ตทางทะเลตั้งอยู่ที่เมือง Lewiston บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำ Clearwater และ Snake River ซึ่งเป็นพอร์ตทางทะเลที่อยู่ไกลปากอ่าวที่สุด ไกลจากชายทะเลฝั่งตะวันตก ล่องตามแม่น้ำมาประมาณ 465 ไมล์โดยเรือสินค้าจะเดินทางผ่านเข้ามาจากโอเรกอนมูลค่าการใช้จ่ายในธุรกิจท่องเที่ยวที่ไอดาโฮแต่ละปีสูงถึง 3 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่ใหญ่และสำคัญเป็นอันดับ 3 ของรัฐและมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2008 มูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในประเทศที่เดินทางมายังไอดาโฮสูงถึง 2.7 พันล้านเหรียญฯและเมื่อรวมมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วจึงมีมูลค่ามากกว่า 3 พันล้านเหรียญฯ

เมืองที่มีคนเดินทางเข้าออกมากที่สุด Boise, Idaho Falls/Pocatello, Twin Falls โดยมากอายุ 25-64 ปี ส่วนมากเป็นผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวมีทุกกลุ่มตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ มีการเที่ยวแบบครอบครัว เด็กรุ่นใหม่ที่ชอบการผจญภัยและประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบแปลกใหม่ ลักษณะการท่องเที่ยวที่ไอดาโฮ เช่น การเล่นสกีและสโนว์บอร์ด ซึ่งมีอยู่ 17 แห่ง การเล่นเลื่อนและขับรถบนหิมะ การเล่นกอล์ฟร่วมกับการเดินป่า กิจกรรมร่วมกับกลุ่มรถมอร์เตอร์ไซต์รูปแบบต่างๆ เช่น RV และ Harley-Davidson การท่องเที่ยวพร้อมกับการเป็นอาสาสมัครชั่วคราว ในท้องถิ่น การท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่ม เช่น เทศกาลแนะนำไวน์ การสร้างเครือข่ายกลุ่มเด็กเพื่อส่งเสริมกิจกรรมครอบครัว การเดินป่าตามแนวแม่น้ำและน้ำตก การจัดงานแต่งงาน ฉลองรับปริญญา กิจกรรมกลางแจ้งต่าง และเยี่ยมญาติ เป็นต้น

ธุรกิจท่องเที่ยวที่รัฐไอดาโฮ

มลรัฐไอดาโฮ เป็นหนึ่งในรัฐที่ตั้งอยู่ในบริเวณของเทือกเขาร๊อคกี้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสหรัฐฯ มีเมืองหลวงชื่อ บอยซี (Boise) ขอบเขตดินแดนของรัฐฯ อยู่ติดกันกับรัฐมอนทานา, รัฐไวโอมิง (Wyoming), รัฐยูทาห์ (Utah), รัฐเนวาดา (Nevada), รัฐออเรกอน (Oregon) และรัฐวอชิงตัน (Washington) นอกจากนี้ยังมีอาณาเขตติดกันกับเมืองต่างๆในเขตประเทศแคนาดา รัฐบริติชโคลัมเบีย (British Columbia) อีกด้วย

รัฐไอดาโฮมีอาณาเขตพื้นที่ในทางภูมิศาสตร์เท่ากับ 83,570 ตารางไมล์ แบ่งเป็นพื้นที่ดินแดน82,747.21 ตารางไมล์ และอาณาเขตพืชพรรณป่าไม้เท่ากับ 21.6 ล้านเอเคอร์ (Acres) สภาพเศรษฐกิจของรัฐฯ พึ่งพาอยู่กับภาคเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ จากการประมาณการ นั้น 1 ใน 3 ของมันฝรั่งเพื่อใช้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผลผลิตที่ได้มาจากรัฐไอดาโฮนี่เอง

เมืองที่มีคนเดินทางเข้าออกมากที่สุด Boise, Idaho Falls/Pocatello, Twin Falls โดยมากอายุ 25-64 ปี ส่วนมากเป็นผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวมีทุกกลุ่มตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ มีการเที่ยวแบบครอบครัว เด็กรุ่นใหม่ที่ชอบการผจญภัยและประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบแปลกใหม่ ลักษณะการท่องเที่ยวที่ไอดาโฮ เช่น การเล่นสกีและสโนว์บอร์ด ซึ่งมีอยู่ 17 แห่ง การเล่นเลื่อนและขับรถบนหิมะ การเล่นกอล์ฟร่วมกับการเดินป่า กิจกรรมร่วมกับกลุ่มรถมอร์เตอร์ไซต์รูปแบบต่างๆ เช่น RV และ Harley-Davidson การท่องเที่ยวพร้อมกับการเป็นอาสาสมัครชั่วคราว ในท้องถิ่น การท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่ม เช่น เทศกาลแนะนำไวน์ การสร้างเครือข่ายกลุ่มเด็กเพื่อส่งเสริมกิจกรรมครอบครัว การเดินป่าตามแนวแม่น้ำและน้ำตก การจัดงานแต่งงาน ฉลองรับปริญญา กิจกรรมกลางแจ้งต่าง และเยี่ยมญาติ เป็นต้น

สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของรัฐไอดาโฮ เช่น น้ำพุร้อนลาวา (Lava Hot Springs), ถ้ำคริสตัลลฟอลส์ (Crystal Falls Cave) และ Hells Canyon

ใครที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่จะพักผ่อนในวันหยุดอยู่ล่ะก็ ลองเอาข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณากันดูนะค่ะ อาจะเป็นสถานที่ที่หนึ่งที่ทำให้คุณและครอบครัวประทับใจก็เป็นได้ค่ะ

ไปเยือน “รัฐไอดาโฮ”ต้องไม่พลาดโอกาสไปเยือน “เมืองทวินฟอลส์”

หากคุณเป็นอีกคนที่มีโอกาสไปเยือน “รัฐไอดาโฮ” (Idaho) รัฐที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ “สหรัฐอเมริกา” (United States of America) ขอแนะนำว่าคุณต้องไม่พลาดโอกาสไปเยือน “เมืองทวินฟอลส์” (Twin Falls) เมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตภูมิภาคเมจิก วัลเล่ย์ (Magic Valley Region) อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับภูมิภาคที่สำคัยมากแห่งหนึ่งของรัฐอีกด้วย

นอกจากนี้แล้ว เมืองทวินฟอลส์ยังเป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามจำนวนหลายแห่ง โดยแห่งแรกที่คุณต้องไม่พลาดไปเยือน คือ สเน็ค ริเวอร์ แคนยอน (Snake River Canyon) เป็นแคนยอนขนาดใหญ่ที่เกิดจากแม่น้ำสเน็ค (Snake River) ในเมจิก วัลเล่ย์ ซึ่งมีสะพานเพอริน (Perrine Bridge) พาดผ่านแคนยอนและอยู่เหนือแม่น้ำสเน็คประมาณ 1,500 ฟุต (457 เมตร) โดยสะพานมีความยาวประมาณ 486 (148 เมตร)

หลังจากนั้นขอแนะนำให้คุณไปเยือน “อุทยานน้ำตกโชโชนิ” (Shoshone Falls Park) อุทยานน้ำตกที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากในปัจจุบัน น้ำตกที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำสเน็ค แม่น้ำสายสำคัญของภูมิภาคเมจิก วัลเล่ย์ โดยอยู่ห่างจากเมืองทวินฟอลส์ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 5 กิโลเมตร

น้ำตกโชโชนิ (Shoshone Falls) ในบางครั้งน้ำตกแห่งนี้มักถูกเรียกว่า “น้ำตกไนแองการ่าตะวันตก” (Niagara of the West) โดยน้ำตกมีความสูงประมาณ 212 ฟุต (64.7 เมตร) ซึ่งสูงกว่าน้ำตกไนแองการ่า 45 ฟุต (14 เมตร) มีความกว้างประมาณ 1,000 ฟุต (305 เมตร) น้ำตกจะมีความสวยงามากที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ